สยามโฟน ดอท คอม : ชุมชนผู้ใช้มือถือ
 ศึกสองโมเดลธุรกิจมือถือ เกมชิงตลาด 'โนเกีย-ซัมซุง'
 
หน้าแรกคอมมิวนิตี้ » Webboard - กระดานสนทนา มือถือ แท็บเล็ต
ตอบ: 0 / เข้าชม: 6119
ตั้งกระทู้ใหม่ ตอบหัวข้อนี้
Translate this topic to English แสดงความเห็นเฉพาะสมาชิก ทวีตไปบนทวิตเตอร์ แชร์หน้านี้ไปบนเฟสบุคดูกระทู้ก่อนหน้า :: ดูกระทู้ถัดไป
Author
Message
HotNews
SP Moderator
SP Moderator
Year's Star



สมัครเมื่อ: 03 Apr 2006
จังหวัด: Bkk
รายละเอียดสมาชิก - View user's profile
หัวข้อ : ศึกสองโมเดลธุรกิจมือถือ เกมชิงตลาด 'โนเกีย-ซัมซุง'
วันที่โพสท์ : 19 Mar 2009 14:17  
ตอบโดยอ้างถึง  

ตลาดมือถือไทยร้อนระอุหลังสองค่ายยักษ์ใหญ่โนเกียและซัมซุงเปิดแผนรุกตลาด เกมวัดฝีมือผู้นำและผู้ตาม ใครจะแน่กว่ากันในสถานการณ์ที่พลาดกันไม่ได้ นี่คือสองโมเดลธุรกิจมือถือที่แตกต่างแต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันที่ยอดขายและมาร์เกตแชร์



เกมการตลาดมือถือของไทยช่วงนี้เรียกได้ว่าร้อนระอุไม่แพ้อากาศที่ร้อนในบ้านเรา เนื่องจากสองค่ายใหญ่เบอร์หนึ่งและเบอร์สองของเมืองไทย ประกาศรุกตลาดด้วยเกมการตลาดที่ถูกวางหมากเพื่อกดดันคู่แข่งขัน และสร้างความได้เปรียบให้กับตนเอง โดยมีเป้าหมายสำคัญที่การเพิ่มยอดขายและส่วนแบ่งทางการตลาดให้ได้มากที่สุด

ณ สถานการณ์ปัจจุบัน โนเกียในฐานะเบอร์หนึ่งของเมืองไทยมายาวนานหลายปี กำลังประสบกับความท้าทายจากบรรดาคู่แข่งขันที่ไล่ตามมา จากส่วนแบ่งการตลาดที่เคยทิ้งห่างกันหลายช่วงตัวในอดีต กำลังถูกประชิดจากผู้ตามทั้งหลาย ไม่เพียงเฉพาะกับเบอร์สองอย่างซัมซุงเท่านั้น แต่บรรดาเฮาส์แบรนด์ทั้งหลายของผู้ประกอบการคนไทย ต่างทำตลาดและยอดขายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำในช่วงปีที่ผ่านมา

เมื่อสถานการณ์ทางการตลาดเริ่มที่จะกดดันโนเกีย ผู้นำย่อมไม่ยอมตกเป็นเป้าให้คู่แข่งขันเข้ามาโจมตีป้อมค่ายเพียงฝ่ายเดียว การเปลี่ยนแปลงภายในจึงเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนตัวแม่ทัพของโนเกียที่ดูแลประเทศไทย ซึ่งโนเกียได้ส่ง 'ชูมิท คาพูร์' เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป บริษัท โนเกีย (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีบทบาทดูแลและรับผิดชอบเกี่ยวกับการดำเนินงานทั้งหมดของโนเกียในประเทศไทย

การเปลี่ยนตัวแม่ทัพโนเกียประเทศไทยครั้งนี้ ถือได้ว่าเร็วกว่าที่กำหนดไว้ค่อนข้างมาก เนื่องจากการดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของโนเกียประเทศไทย จะมีวาระประมาณ 3 ปี แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ผู้จัดการทั่วไปคนเดิมเพิ่งจะอยู่ในตำแหน่งไม่ถึง 2 ปี น่าจะมาจากการลดลงอย่างต่อเนื่องของส่วนแบ่งทางการตลาดของโนเกียประเทศไทยในช่วงสองปีที่ผ่านมา

หากพิจารณาจากประวัติการทำงานของชูมิท คาพูร์ น่าจะเข้ามาจัดการวางกลยุทธ์ใหม่ให้กับโนเกียประเทศไทยในการขับเคี่ยวกับคู่แข่งขันได้ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญเป้าหมายของโนเกียคือการทวงส่วนแบ่งการตลาดที่เคยมีอยู่ในมือกลับคืนจากคู่แข่งขันให้ได้

คาพูร์ เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริการจัดการช่องการจำหน่ายและการค้าปลีก โนเกีย เอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ และตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชีย เป็นเวลา 1 ปี โดมีหน้าที่วางกลยุทธ์สำหรับช่องทางการจำหน่าย บริหารจัดการลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจระดับพรีเมียมของโนเกียและการค้าปลีก

นอกจากนี้คาพูร์ยังเคยเป็นผู้อำนวยการด้านการพัฒนาช่องทางการจำหน่ายและการค้าปลีก โนเกีย เอเชีย แปซิฟิก โดยดูแลการกำหนด ดำเนินการ และติดตามกลยุทธ์ช่องทางการจำหน่ายในประเทศต่างๆ ทั่วภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบช่องทางการจำหน่ายและขายในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และอินโดจีน ก่อนหน้าที่จะร่วมงานกับโนเกีย เคยทำงานกับบริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (พีแอนด์จี) ซึ่งเป็นคอนซูเมอร์โปรดักส์เป็นระยะเวลาถึง 12 ปี

การมาของคาพูร์ครั้งนี้จึงคาดการณ์ได้ว่าจะต้องมาจัดการวางกลยุทธ์ด้านต่างๆ ให้โนเกียกลับมาสร้างยอดขายเป็นกอบเป็นกำเหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมา และนี่คือความท้าทายครั้งสำคัญที่คาพูร์บอกว่า 'รู้สึกตื่นเต้นที่ได้เข้ามาทำงานในเมืองไทย เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่โนเกียให้ความสำคัญอย่างมาก'

เป้าหมายสองอย่างแรกที่คาพูร์กล่าวถึงก็คือประการแรกต้องรักษาแบรนด์โนเกียให้เป็นที่รักและชื่นชอบของผู้บริโภคยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มือถือโนเกียเป็นที่ต้องการและมีผลต่อยอดขายที่ดีขึ้นด้วย ประการที่สองคือการสร้างทีมงานให้ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น ในปีนี้โนเกียประเทศไทยก็จะมีการเพิ่มพนักงานอีก

อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่คาพูร์พูดถึงและเน้นย้ำอย่างมากก็คือการทำอย่างไรให้มือถือของโนเกียไปอยู่ในมือผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด จุดนี้เองเขาขอเวลาประมาณ 1 เดือนในการทำความเข้าใจกับธุรกิจของโนเกียในประเทศไทย เขาจะใช้เวลาในการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคคนไทย และการทำความเข้าใจกับพันธมิตรทางธุรกิจของโนเกีย เนื่องจากปัจจุบันนี้ตลาดประเทศไทยเป็นตลาดที่ไดนามิกมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การทำงานของโนเกียภายใต้การบริหารของคาพูร์ต้องมีการติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด ดูความต้องการของผู้บริโภคและพยายามตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในทุกๆ เรื่อง

'การวางกลยุทธ์ของโนเกียจะต้องสอดคล้องกับทุกภาคส่วน' คาพูร์ย้ำให้เห็นถึงกลยุทธ์ของโนเกีย เขาบอกว่าปีนี้จะเป็นอีกปีหนึ่งของโนเกียที่มีไลน์โปรดักส์ที่น่าสนใจตลอดทั้งปี และโนเกียก็มีผลิตภัณฑ์ที่จะเข้าถึงทุกกลุ่มทุกเซกเมนต์ในทุกราคา โดยโนเกียพยายามที่จะเพิ่มแวลูให้ผู้บริโภคเห็นความคุ้มค่าที่ได้มากกว่าเงินที่เสียไปกับการซื้อโทรศัพท์มือถือโนเกีย

ด้านช่องทางการจัดจำหน่ายนั้น คาพูร์ยังยึดตามรูปแบบเดิมที่โนเกียได้มีการทำงานร่วมกับดีลทริบิวเตอร์ 3 ราย แต่จะมีการคุยกันมากขึ้นเพื่อที่จะหาวิธีการในการนำผลิตภัณฑ์ของโนเกียไปสู่มือผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้วิธีการทำงานจะมีการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตลาด

'วันนี้มือถือก็ไม่แตกต่างจากสินค้าคอนซูเมอร์โปรดักส์ที่กลายเป็นสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน กลยุทธ์วันนี้จึงต้องหาวิธีให้ได้ว่าจะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ง่ายที่สุด การนำมือถือโนเกียไปอยู่ในทุกร้านค้า และการสร้างความเชื่อมั่นและความชื่นชอบในแบรนด์โนเกียเพิ่มขึ้น'

คาพูร์ กล่าวว่า เมื่อโนเกียสามารถทำความเข้าใจผู้บริโภคคนไทยได้และสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด น่าจะทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาดของโนเกียเพิ่มขึ้นจากที่ลดลงไปได้ในที่สุด

ซัมซุงรุกไล่โนเกีย
ติดเขี้ยวเล็บช่องทางขาย

จากส่วนแบ่งทางการตลาดมือถือจาก 8% ในปี 2550 มาเป็น 21% ในปี 2551 ส่งผลให้ซัมซุงวันนี้กลายเป็นผู้นำเบอร์สองในตลาดมือถือเมืองไทยได้อย่างแข็งแกร่ง พร้อมเตรียมรุกไล่เข้าใกล้ผู้นำตลาดให้ได้แบบหายใจรดต้นคอ ด้วยการตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งทางตลาดเป็น 35% ให้ได้ในปีนี้

ความสำเร็จของซัมซุงที่เกิดขึ้นในตลาดมือถือ ส่วนสำคัญมาจากนโยบายหลักที่ซัมซุงได้วางไว้ 4 ด้านหลัก คือ 1.เรื่องของโปรดักส์ ซัมซุงวางนโยบายว่าจะต้องเป็นผู้นำทางด้านดีไซน์ อินโนเวชั่น และการสร้างประสบการณ์ใหม่ เพื่อให้มือถือของซัมซุงตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ 2.นโยบายการทำการตลาดแบบ 360 องศา 3.การสร้างทีมงานด้านมือถือจนปัจจุบันนี้มีทีมงานมากกว่า 70 คนเพื่อดูแลธุรกิจนี้ และ 4.เรื่องการบริหารช่องทางการจัดจำหน่าย

ที่ผ่านมาซัมซุงให้ความสำคัญกับการพัฒนาในทุกๆ ด้านตามนโยบายหลัก และเพื่อให้สินค้าของซัมซุงไปถึงมือผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด ซัมซุงเตรียมปรับปรุงเรื่องช่องทางการจัดจำหน่ายให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น 'เราได้พิสูจน์แล้วว่าโมเดลการขายตรงจากบริษัทแม่ซัมซุงไปสู่รีเทลมือถือเป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จ เห็นได้จากส่วนแบ่งทางการตลาดที่เพิ่มขึ้นของซัมซุง'

เป็นคำกล่าวของ มนาเทศ อันนวัฒน์ หัวหน้ากลุ่มสื่อสารการตลาดและองค์กร บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด และว่า โมเดลนี้ซัมซุงในต่างประเทศกำลังมองว่าจะนำไปใช้ในประเทศต่างๆ เพื่อสร้างยอดขายและส่วนแบ่งการตลาดให้เพิ่มขึ้นเหมือนที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

สำหรับการบริหารช่องทางการจัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือของซัมซุงนั้น ซัมซุงได้มีการวาง 3 กลยุทธ์หลักเพื่อมุ่งสร้างความประทับใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ณ จุดขายหน้าร้านให้กับผู้บริโภค ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภค โดยในส่วนของคู่ค้านั้นจะเป็นการเพิ่มโอกาสในการขายโทรศัพท์มือถือซัมซุง

การพัฒนาโครงสร้างร้านค้าตัวแทนจำหน่าย (Channel Development) นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่ทางซัมซุงมั่นใจว่าจะสร้างการบริการที่ดีที่สุดแก่ผู้บริโภค โดยซัมซุงได้มีการปรับโครงสร้างร้านค้าตัวแทนจำหน่ายโทรศัพท์มือถือซัมซุงโดยยังคงรูปแบบการขายตรง (Direct Trade) จากรูปแบบเดิมที่เคยแต่งตั้งดิสทริบิวเตอร์ รายหลักให้ช่วยกระจายสินค้า แต่ปัจจุบันซัมซุงเป็นศูนย์กลางในการจำหน่ายโทรศัพท์มือถือซัมซุงเอง โดยผ่านสองช่องทาง ได้แก่ ช่องทาง 'ฮับมาสเตอร์ (Hub Master)' มีหน้าที่บริหารการกระจายสินค้าโทรศัพท์มือถือซัมซุงเข้าสู่ตลาดเพื่อเพิ่มปริมาณโทรศัพท์มือถือซัมซุงในร้านค้าจัดจำหน่ายให้มีความครอบคลุม เข้าถึงในทุกพื้นที่เขตรับผิดชอบ (sale-in)

และช่องทาง 'ร้านค้าปลีก (Retail Partner)' ซึ่งมีหน้าที่ในการกระตุ้นการจำหน่ายสินค้าจากหน้าร้านออกสู่ผู้บริโภค (sale-out) ทั้งนี้เพื่อเป็นการมอบสินค้าและบริการที่ดีที่สุดก่อให้เกิดความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้บริโภค โดยในปีนี้ซัมซุงมีจำนวนฮับมาสเตอร์ทั้งหมดกว่า 50 ราย และจำนวนร้านค้าปลีก (Retail Partner) มากกว่า 200 ราย ครอบคลุมในทุกเขตพื้นที่ทั่วประเทศ

การพัฒนารูปแบบการจัดหน้าร้านเพื่อเพิ่มความประทับใจในโทรศัพท์มือถือซัมซุงจากหน้าร้าน (Retail Experience) ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้ทดสอบการใช้งานโทรศัพท์เครื่องจริงภายในร้านค้า พร้อมคำแนะนำจากพนักงานขายที่มีความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ ขณะเดียวกันจะให้การสนับสนุนการใช้สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์และการส่งเสริมการขายต่างๆ อย่างครบวงจร รวมถึงการสร้างแรงผลักดันทักษะการขายของพนักงานขายหน้าร้านทั่วประเทศผ่านโปรแกรมการฝึกอบรมพนักงานที่ส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับความรู้ความเข้าใจ ณ จุดขายได้ดียิ่งขึ้น

และนโยบายการรักษามาตรฐานทางราคา (Price Stability Policy) เป็นอีกนโยบายหนึ่งที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจของผู้บริโภคในการเลือกซื้อโทรศัพท์มือถือซัมซุง โดยซัมซุงจะมีมาตรการรักษาราคามาตรฐานตามแต่ละเขตพื้นที่จำหน่ายโทรศัพท์มือถือ และมีการประกาศราคาจัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือแก่คู่ค้าให้ได้รับทราบกันอย่างทั่วถึง (Recommended Dealer Price) จะเป็นอีกสิ่งหนึ่งในการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคว่าจะได้ซื้อโทรศัพท์มือถือในราคาที่เป็นมาตรฐาน ไม่ว่าจะซื้อจากร้านค้าหรือตัวแทนจำหน่ายใด

ที่มา ..
แสดงผู้ตอบย้อนหลัง:   
หน้าแรกคอมมิวนิตี้ » Webboard - กระดานสนทนา มือถือ แท็บเล็ต
ตั้งกระทู้ใหม่  ตอบหัวข้อนี้
หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 1   

 
ไปยังหัวข้อ: