สยามโฟน ดอท คอม : ชุมชนผู้ใช้มือถือ
 4 ยักษ์ใหญ่ไทย กำลังผลิตแบตเตอรี่ ก้าวสู่การปฏิวัติพลังงานอนาคต
 
หน้าแรกคอมมิวนิตี้ » SP Club - ห้องนั่งเล่น :)
ตอบ: 0 / เข้าชม: 83
ตั้งกระทู้ใหม่ ตอบหัวข้อนี้
Translate this topic to English แสดงความเห็นเฉพาะสมาชิก ทวีตไปบนทวิตเตอร์ แชร์หน้านี้ไปบนเฟสบุคดูกระทู้ก่อนหน้า :: ดูกระทู้ถัดไป
Author
Message
unclezam
Mobile Member
Mobile Member
Year's Star



สมัครเมื่อ: 08 Oct 2016
จังหวัด: กรุงเทพฯ
รายละเอียดสมาชิก - View user's profile
หัวข้อ : 4 ยักษ์ใหญ่ไทย กำลังผลิตแบตเตอรี่ ก้าวสู่การปฏิวัติพลังงานอนาคต
วันที่โพสท์ : 17 Jan 2021 22:50  
ตอบโดยอ้างถึง  

ช่วงนี้ถ้าหากมองเกี่ยวกับข่าวการลงทุนในหุ้น สำหรับบ้านเรา เรามองว่าหุ้นเกี่ยวกับพลังงานมาแรงเลยหล่ะ ใครที่มองๆ อยู่ก็ลองอ่านข่าวนี้ดูนะ เป็นแนวทางทางหนึ่งเพราะมีบริษัทยักษ์ใหญ่เค้าหันมาทำแบตเตอรี่ ลองอ่านดูนะ น่าสนใจทีเดียว
ธีมการลงทุนหรือเทรนด์การลงทุนของโลกขณะนี้คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนโยบายหลักของนายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่จะประกาศขึ้นรับตำแหน่งในวันที่ 20 ม.ค.64 นี้ ซึ่งหนึ่งในนโยบายหลักคือการสนับสนุนเรื่องโครงการพลังงานสะอาด หรือ Clean Energy โดยเทคโนโลยีแบตเตอรี่เริ่มมีส่วนในชีวิตของมนุษย์เพราะสามารถกักเก็บพลังงานให้คงอยู่และทยอยออกมานำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยที่ไม่ต้องผลิตและสูญไป ซึ่งในต่างประเทศให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีประเภทนี้อย่างมาก
ขณะเดียวกันเทคโนโลยีแบตเตอรี่ของไทยเองเริ่มเป็นที่สนใจกันมากขึ้นจนบริษัทหลายๆแห่งของไทยให้ความสนใจเริ่มศึกษาและเริ่มลงมือกระบวนการผลิตแล้ว โดยทีมข่าว Wealthy Thai ได้ลองสำรวจข้อมูลแล้วพบว่า 4 บริษัทใหญ่ของไทยที่ทำธุรกิจด้านพลังงาน เริ่มมองหาและเตรียมดำเนินธุรกิจภายใต้คอนเซ็ปต์พลังงานสะอาดกันมากขึ้น โดย 4 บริษัทที่กล่าวมาได้แก่ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA, บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC, บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP และ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP

ก่อนที่จะลงลึกไปยังรายละเอียดว่า 4 หุ้นนี้ทำธุรกิจแบตเตอรี่ประเภทไหนอะไรยังไงกันบ้าง เบื้องต้นของเล่าว่า 4 หุ้นเล่านี้ได้รับผลดีจากการกระแสเงินทุนไหลเข้าของนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่องตลอดในช่วงการเปิดศักราชใหม่ของปี 64 เพราะด้วยการมุ่งเน้นไปยังโครงการพลังงานสะอาด หรือ Clean Energy ที่ต่างชาติกำลังเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นจริงแบบเป็นรูปธรรมและยั่งยืน หากพูดง่ายๆ ก็คือ 4 หุ้นดังกล่าวนี้เหมาะสมกับธีมกลยุทธ์การลงทุนของนักลงทุนต่างชาตินั่นเอง

EA หรือจะเป็น " Tesla" เมืองไทย
สำหรับ รายละเอียดของการเริ่มกระบวนการผลิต หรือการมีคอนเซ็ปต์ทางธุรกิจที่แต่ละบริษัทจะทำในเรื่องของแบตเตอรี่ขอเริ่มกันที่ EA นักลงทุนรู้กันดีแล้วว่าทาง EA ได้ไปลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพของทางไต้หวันที่ชื่อว่า Amita Technologies Inc โดยเป็นโครงการผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเฟสแรก ขนาดกำลังการผลิต 1 กิ๊กกะวัตต์ต่อชั่วโมงต่อปี ซึ่งในระยะแรกทาง EA เพื่อนำมาใช้ในโครงการรถยนต์ไฟฟ้า MINE SPA 1 และเรือไฟฟ้า ตามแผนที่วางไว้ (ฟังดูแล้วคุ้นเหมือนกับว่า EA นี่แหละจะเป็น Tesla เมืองไทยตัวจริง) นอกจากนี้เองแบตเตอรี่ที่จะผลิตสามารถนำไปใช้กักเก็บพลังงาน ในโรงไฟฟ้าทุกประเภท ระบบสายส่งและจำหน่ายไฟฟ้า ตลอดจนโรงงานอุตสาหกรรม อาคาร ที่อยู่อาศัย อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้า
ขณะที่ทางด้านความเคลื่อนไหวราคาหุ้น EA พบว่า หากย้อนหลังช่วง 1 เดือน ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 37.02% ซึ่งมีราคาต่ำสุดที่ 43.25 บาท และสูงสุดที่ราคา 69.25 บาทต่อหุ้น

GPSC ผลิตเพื่อรองรับยนตกรรมในอนาคต
หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ได้ประกาศเข้าลงทุนบริษัทสตาร์ทอัพที่ประเทศสหรัฐฯ อย่างบริษัท 24M Technologies เพื่อร่วมกันคิดค้นวิจัยที่จะผลิตแบตเตอรี่สตอเรจ และไม่นานมานี้ได้ประกาศว่าสามารถผลิตแบตเตอรี่ด้วยเทคโนโลยี Semi-solid เซลล์แรกของประเทศไทย หรือ“G-Cell” ได้แล้ว และคาดว่าโรงงานจะแล้วเสร็จพร้อมดำเนินการผลิต (Start of Regular Production) ภายใน ไตรมาส 2/64 โดยในช่วงแรกโรงงานจะผลิตแบตเตอรี่ ทั้งในส่วน Mobility และ Stationary ป้อนให้กับโรงงานอุตสาหกรรม สถานีอัดประจุ ธุรกิจขนส่ง เช่น รถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า รถบัสไฟฟ้า และการประยุกต์ใช้งานด้านอื่น
ความเคลื่อนไหวราคาหุ้น GPSC ย้อนหลังในช่วง 1 เดือนราคาปรับเพิ่มขึ้นตอบสนองรับข่าวธีมการลงทุนไปแล้ว 12.72% โดยทำราคาต่ำสุดที่ 65 บาท และทำราคาสูงสุดที่ 84.75 บาท

BPP ผันธุรกิจหวังเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาด
เป็นอีกหนึ่งในผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานที่สร้างมลพิษให้กับโลก โดยเฉพาะจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่อย่างไรก็ตามในวันนี้ทาง BPP ได้แสวงหาการลงทุนในด้านของพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง โดย BPP ได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัทแม่อย่างบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU ภายใต้ชื่อ บริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด (Banpu NEXT) เตรียมก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการด้านพลังงานสะอาดชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีแผนจะต่อยอดในการดำเนินธุรกิจด้านพลังงานสะอาดสู่ธุรกิจระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาและพัฒนาเพื่อให้บริการระบบจัดเก็บพลังงานสามารถรองรับการใช้งานที่หลากหลาย เช่น การใช้งานร่วมกับระบบโซลาร์เพื่อเป็นแหล่งสำรองไฟฟ้า (Uninterruptible Power Supply หรือ UPS) การใช้งานสำหรับระบบสมาร์ทกริด หรือ ไมโครกริด (Smart Grid, Microgrid) เพื่อช่วยลูกค้าลดค่าไฟฟ้าด้วยการบริหารการใช้ไฟฟ้าในช่วงความต้องการไฟฟ้าสูง (On Peak)
โดย บ้านปู เน็กซ์ ได้เข้าถือหุ้น 47.68% ของบริษัท ดูราเพาเวอร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด ธุรกิจจัดเก็บพลังงานของสิงคโปร์ เพื่อพัฒนาโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในเมืองซูโจว (Suzhou) สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่สามารถรองรับแผนการผลิตได้ถึง 1 กิกะวัตต์ชั่วโมง ขณะเดียวกันยังอยู่ระหว่างศึกษาและพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งสำหรับกลุ่มที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและกลุ่มที่ใช้เพื่อการอยู่อาศัย
ทั้งนี้หากย้อนดูสถิติราคาหุ้นย้อนหลังการซื้อขายในรอบ 1 เดือน ราคาหุ้นของ BPP ยังลดลง -1.22% โดยมีช่วงราคาต่ำสุดที่ 15.10 บาท และราคาหุ้นเพิ่มขึ้นไปที่ 17.30 บาท

BCP ผู้ผลิตเหมืองแร่ลิเทียม
เรียกได้ว่าทาง BCP เหมือนจะเป็นผู้นำทางด้านการประกอบธุรกิจแบตเตอรี่ลิเทียมเจ้าแรกๆของไทยเลยก็ว่า เพราะก่อนหน้านี้ได้ประกาศสำหรับการลงทุนเหมืองแร่ลิเธียม โดยเป็นการลงทุนผ่านการถือหุ้น 15.8% ใน Lithium Americas Corp. (LAC) ขณะที่ LAC เป็นผู้ถือหุ้น 50% ร่วมกับ Ganfeng Lithium ถือหุ้นอีก 50% ใน Minera Exar ซึ่งเป็นผู้พัฒนาเหมืองแร่ลิเทียมในอาร์เจนตินา นอกจากนี้ LAC ยังถือหุ้น 100% สำหรับการพัฒนาเหมืองแร่ลิเทียมอีกแห่งหนึ่งในรัฐ Nevada ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่อย่างไรก็ตามล่าสุดทาง BCP ประกาศขายหุ้นที่ถืออยู่ใน LAC ออกมาจนเหลือ 0.5% แต่อย่างไรก็ตามทาง BCP ยังคงได้รับสิทธิในการซื้อลิเทียมตามสัญญา Lithium Purchase Agreement สูงสุด 6,000 ตันต่อปี จากโครงการ Cauchari-Olaroz โดยแร่ลิเทียมของ BCP นั้นสามารถนำไปต่อยอดเพื่อผลิตแบตเตอรี่เองได้หรือสามารถนำไปจำหน่ายให้กับผู้ที่ผลิตแบตเตอรี่
หากย้อนกลับไปดูราคาหุ้นในช่วง 1 เดือน พบว่าราคาหุ้น BCP ปรับเพิ่มขึ้นไปกว่า 18.93% โดยทำราคาต่ำสุดที่ 19.50บาท และสูงสุดที่ราคา 25.50 บาท ซึ่งราคาหุ้นของ BCP ถือว่ายังต่ำกว่าราคาบุ๊คที่ 34.50 บาท


ที่มา: https://www.wealthythai.com/web/contents/WT210100083
แสดงผู้ตอบย้อนหลัง:   
หน้าแรกคอมมิวนิตี้ » SP Club - ห้องนั่งเล่น :)
ตั้งกระทู้ใหม่  ตอบหัวข้อนี้
หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 1   

 
ไปยังหัวข้อ: